เด็กหญิงไม่รอช้า รีบฉวยโอกาสยามที่เขายังไม่ได้สติทำความสะอาดบาดแผลอย่างลึกล้ำก่อนจะล้วงเข้าอกเสื้อตนเองหยิบห่อยาสมุนไพรสมานแผลออกมาจากนั้นยังใช้ใยต้นหม่อน[3]เย็บบาดแผลให้อย่างดี ฝีเข็มว่องไวประสานมือใจเป็นหนึ่ง ชีวิตในป่าล้วนสั่งสมประสบการณ์ เมื่อลงเข็มเสร็จก็ใช้ฟันกัดปลายใยต้นหม่อนจนขาดบาดแผลอื่นก็โรยยาให้จนทั่วทุกแผลอย่างไม่หวงแหน ทว่ายาที่พกพายามเดินป่ามีน้อยนิดเพราะนางปรุงสำหรับตัวเองและพี่สาว พวกนางอายุยังน้อยรูปร่างเล็กบาง มีเนื้อหนังให้เกิดบาดแผลไม่มาก เมื่อเจอคนตัวใหญ่ยาจึงไม่พอใส่แผลให้เขาเมื่อยาหมดนางจึงปิดเสื้อผ้ากลับเช่นเดิม ยังปลดผ้าป่านเนื้อหยาบที่ลำคอของตนมาพันรอบลำคอของชายวัยกลางคน เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้เขา เห็นใบหน้าซีดขาวเริ่มมีสีเลือดฝาดก็วางใจก่อนวิ่งไปอีกทางเพื่อมองหาท่อนไม้กับเชือกเถาวัลย์ ไม่นานก็กลับมานางนำท่อนไม้วางขนานกับท่อนขามัดด้วยเชือกเถาวัลย์อย่างแน่นหนาทั้งสองข้าง ยังไม่ลืมเตรียมไม้ยาวท่อนหนึ่งเอาไว้ เผื่อเขาฟื้นขึ้นมาจะได้ใช้พยุงตัวเดินพร้อมๆ กับมีนางช่วยแบกหานไต้มักจะสอนสิ่งเหล่านี้ให้สองพี่น้องอย่างละเอียด เพื่อเอาชีวิตรอดในป่าใหญ่ เด็กทั้งสองฉลาดหัวไว จึงเรียนรู้ได้รวดเร็ว เพียงแต่เฟิงลี่คนน้องออกจะเก่งกาจมากกว่าสักหน่อย ยามนำมาใช้ประโยชน์ ยังแตกต่างจากซือเร่อคนพี่มากโข เห็นได้ชัดเจนเมื่อเจอชายวัยกลางคนบาดเจ็บนอนสลบกลางหิมะขาวโพลนผู้นี้ หากเขามิได้เฟิงลี่ย่อมถูกหมาป่ารุมขย้ำทึ้งเนื้อกินไปแล้วหลังจากเฟิงลี่ดูแลรักษาคนเจ็บได้ดีระดับหนึ่งจึงเอ่ย “ยาของข้าหมดแล้ว แต่ยาของพี่ยังไม่ต้องนำมาใช้นะ เอาไว้เผื่อเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราจะได้นำมาใช้ยามฉุกเฉิน ระหว่างนี้พี่ช่วยเฝ้าเขาเอาไว้นะ ข้าจะเข้าป่าไปหาสมุนไพรมาพอกบาดแผลเล็กๆ ตามลำตัวให้เขา ยังต้องหาหญ้าโลหิตก่อกระดูกสำหรับรักษาขา อาจจะใช้เวลานานสักหน่อย”กล่าวจบก็หมุนตัววิ่งไป ทิ้งเอาไว้เพียงซือเร่อที่ยืนมองนิ่ง เด็กหญิงผู้พี่เห็นชัดเจนแล้วว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่เป็นอันตราย จึงเดินมานั่งลงข้างๆ ร่างใหญ่เพื่อเฝ้าเขาเอาไว้ตามคำน้องสาวหุบเขากว้างใหญ่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวหนาวจัด การหาสมุนไพรจึงนับว่ายุ่งยากและลำบาก ทั้งยังต้องใช้เวลาพอควร เฟิงลี่จึงเลือกงานลำบากนี้เอง ให้ซือเร่อนั่งรอสบายๆเวลาค่อยๆ คืบคลานอย่างเชื่องช้า ซือเร่อใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์โดยการสำรวจบาดแผลให้คนเจ็บ เมื่อสังเกตเห็นเชือกเถาวัลย์ผูกปมกับท่อนไม้ไม่เรียบร้อยเกรงว่าจะหลุดออกมา นางจึงช่วยจับแล้วขมวดปมอย่างบรรจงเพิ่มความแน่นหนาจังหวะออกแรงดึงเชือกเถาวัลย์พลันได้ยินเสียงแหบโหย“อ่า...เจ็บ”ชายวัยกลางคนฟื้นขึ้นมาแล้วซือเร่อชะงักปลายนิ้วที่กำลังช่วยมัดปมเชือกที่ขาให้เขา พลางกะพริบตามองอย่างไร้เดียงสา “ข้าขอโทษที่ทำท่านเจ็บ”ชายวัยกลางคนเร่งปรับสายตาเพื่อคืนสติให้ตนเอง เขาข่มความเจ็บแปลบทั่วร่างโดยเฉพาะที่ท่อนขา พยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่ง พลันนั้นก็มีมือน้อยๆ ช่วยพยุงซือเร่อใช้สองมือเล็กๆ ช่วยจับท่อนแขนให้เขาลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ชายวัยกลางคนเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยเสียงแหบแห้ง แต่กลับก้องกังวานและทรงพลังอย่างประหลาด“ขอบใจเจ้ามากเด็กน้อย”เด็กหญิงคลี่ยิ้ม สองตากระจ่างใสจ้องคนเจ็บไม่ขยับท่าทางของเขาเหมือนเศรษฐีร่ำรวยที่นางเคยเห็นยามลงจากเขาไปเที่ยวในหมู่บ้านเมื่อพินิจโดยละเอียด ซือเร่อยังพบว่าเขาผู้นี้ดูร่ำรวยมหาศาล ทั้งอาจจะรวยมากกว่าเศรษฐีในหมู่บ้านแห่งนั้นทุกคนยามนี้เฟิงลี่ที่ไปหาสมุนไพรยังไม่กลับมา ซือเร่อจึงช่วยดูแลเขาแทนน้องสาวชั่วคราว เผื่อเขาจะมอบรางวัลที่ช่วยเหลือชั่วจังหวะที่ซือเร่อกำลังคาดหวังถึงผลพลอยได้ พลันมีชายตัวโตชุดน้ำเงินปรากฏขึ้นตรงหน้าราวสิบคน พวกเขามีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ทว่ายังคงไว้ซึ่งท่วงท่าขึงขัง ทั้งปราดเปรียวทรงพลัง เมื่อมาถึงก็พากันคุกเข่าจนละอองหิมะปลิวว่อนเด็กหญิงตัวน้อยมองเหตุการณ์ที่เกิดรวดเร็วนี้อย่างตกใจชายผู้อยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยเส้นเสียงทุ้มต่ำมาทางชายวัยกลางคนว่า“ทูลท่านอ๋อง พวกกระหม่อมมาช้า ขอทรงลงพระอาญา”ซือเร่อกะพริบตาปริบๆ หันมองผู้ถูกเรียกว่า ‘ท่านอ๋อง’ อย่างสงสัย คงเป็นนามของเขากระมัง แต่ฟังแล้วเหมือนไม่ใช่ ชั่วจังหวะกำลังสงสัยได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยเสียงราบเรียบว่า “กลับวังก่อน ค่อยว่ากัน”เด็กน้อยเอียงคอนิ่งฟัง ‘วัง’ใช่ที่คนเล่าว่าใหญ่กว่าเรือนทั่วไปหลายสิบเท่าหรือไม่?ซือเร่อชอบฟังผู้คนในหมู่บ้านเล่าเรื่องราวต่างๆ นานา แล้วนำมาขบคิดทั้งยังเนรมิตเป็นภาพมายาคล้ายห้วงฝันในสมองหากมีโอกาส นางยังอยากไปเห็นของจริงสักครั้งชายคนแรกถามอีกว่า “ท่านอ๋อง...เอ่อ...เด็กคนนี้คือ?”ชายวัยกลางคนที่เป็นถึงอ๋องยกยิ้มเปี่ยมเมตตาพลางเอ่ยมาทางซือเร่อว่า “นางเป็นคนช่วยชีวิตของข้า พานางกลับไปด้วย”
สนุกมาก
5d
0ดี~~~
14/08
0สนุกมากกก
29/07
0ดูทั้งหมด