“แม่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมมีวิธีที่พวกนั้นไม่มีทางสาวถึงตัวเรา” บรรพตพูดด้วยสายตาแข็งกร้าว“เราจะต้านมันได้อีกนานแค่ไหน ลูกไม่เห็นสายตาที่ไอ้ทิณณ์มันมองพวกเราเหรอ ยังกับจะกินเลือดกินเนื้อ มันฉลาดใช้ได้เลยแหละ แม่ก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเหมือนกัน ว่าลูกหรือมันจะฉลาดกว่ากัน”“แม่ครับ!” บรรพตได้ยินดังนั้นรู้สึกขัดหู จึงเอ่ยเตือนมารดา“เอาล่ะ แม่ว่าหลังจากงานนี้จบ ลูกต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก่อนที่มันจะงาบเอาบริษัทนี้ไป” ปรางทิพย์ยกมือกุมศีรษะตัวเอง แล้วเบี่ยงไปยังห้องอาหาร เปิดตู้เย็น หยิบน้ำมาดื่มเพื่อระบายความเครียดเสียงเคาะประตูห้องทำงานของฉัตรภพดังขึ้น ก่อนที่ร่างของพิมพ์มาดาจะเดินเข้ามาด้วยกิริยาเรียบร้อย สายตาอ่อนโยนทอดมองไปยังชายกลางคนตรงหน้า“มีอะไรหรือเปล่า”“ขาคุณท่านเป็นไงบ้างคะ” พิมพ์มาดาเอ่ยถาม พร้อมรอยยิ้มของฉัตรภพจะเผยออกมา“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ แต่ตอนนี้ฉันจ้างให้คนมากายภาพแล้วล่ะ เป็นเพราะคำเตือนของหนูพิมพ์แหละ ฉันก็เลยต้องหันมาใส่ใจสุขภาพหน่อย” พิมพ์มาดาได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าขึ้นลง แล้วรวบรวมความกล้า ก่อนจะเอ่ยขอบางอย่างจากท่านประธาน“คุณท่านคะ พิมพ์อยากขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหมคะ”“ว่ามาก่อนสิ ถ้าไม่ขัดใจ ฉันอาจจะให้”“พิมพ์อยากกลับไปทำงานที่เก่าค่ะ” น้ำเสียงสั่นเครือกล่าวออกมาอย่างไม่ลังเล“แต่พิมพ์ไม่ได้คิดทิ้งงานนะคะ ถ้าพิมพ์ทำงานที่ได้รับมอบหมายครั้งนี้สำเร็จ พิมพ์ขอให้ท่านย้ายพิมพ์กลับไปทำงานที่เดิมได้ไหมคะ” ชายกลางคนขมวดคิ้ว แล้ววางปากกาในมือลงพลันจับจ้องมายังใบหน้าเศร้าของเธอ“ทิณณ์เหรอ ทิณณ์มันทำอะไรให้หนูไม่พอใจงั้นเหรอ”“เปล่าหรอกค่ะ ไม่ใช่เพราะคุณทิณณ์ แต่เป็นเพราะหนูเองที่ไม่สบายใจจะอยู่ใกล้เขา พิมพ์กลัวเขาอึดอัดค่ะ” เทวทิณณ์ยืนฟังสิ่งที่พิมพ์มาดาพูดกับบิดาอย่างเงียบ ๆ หลังประตู จับใจความทุกประโยคที่เธอพูดออกมาด้วยความสับสน“หนูรู้ใช่ไหม ว่าที่ได้ทำงานกับทิณณ์ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะฉันต้องการให้มันเป็นแบบนั้น...คราวนี้ฉันถามอะไรหนูสักหน่อยได้ไหม” พิมพ์มาดาพยักหน้าแล้วยืนฟังคำถามจากท่านประธานอย่างเงียบ ๆ“ทำไมถึงขายสร้อยข้อมือราคาเจ็ดแสนของเทวทิณณ์ไป ไม่คิดบ้างเหรอว่าเขาจะเสียใจกับการกระทำของหนู” พิมพ์มาดาได้ยินดังนั้นจึงก้มหน้าลง เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นน้ำตาแห่งความเสียใจ“พิมพ์รู้ค่ะ ว่าสิ่งที่ทำ ทำให้พี่ทิณณ์เสียใจมาก แต่ถ้าพิมพ์ไม่ทำ แม่พิมพ์ที่ป่วยก็จะไม่ได้รับการรักษา” พิมพ์มาดายังคงยืนยันเหมือนกับที่เทวทิณณ์บอกเขา ก่อนที่ชายกลางคนจะถอนหายใจออกมา แล้วจับจ้องไปยังกิริยาของเธอโดยละเอียดอีกครั้ง“แม่ป่วยงั้นเหรอ แล้วตอนนี้แม่หนูเป็นยังไงบ้าง หายดีหรือยัง” คำถามราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยสายตาจับผิดมากมายซ่อนอยู่ในนั้น“หลังจากที่ได้เงินรักษาในตอนนั้น แม่ของพิมพ์ก็อาการดีขึ้นจนกลับมาทำงานได้ แต่ตอนนี้แม่ขาดการติดต่อสักพักแล้ว พิมพ์พยายามให้พี่ชายติดต่ออยู่ค่ะ”“เอาล่ะไม่เป็นไร ฉันเข้าใจละ ส่วนเรื่องขอกลับไปทำงานที่เก่าของหนู ฉันจะรับไว้พิจารณาแล้วกันนะ”“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้ แล้วปาดน้ำตาออก ก่อนหันหลังเดินกลับออกไป“คราวนี้พ่อเชื่อผมหรือยัง ว่าเธอคือจอมโกหก พ่อแม่ของเธอตายไปตั้งนานแล้ว จะเอาเงินมากมายนั้นไปรักษาใครที่ไหนได้อีก” เสียงเทวทิณณ์ดังลอดเข้ามา พร้อมร่างสูงปรากฏขึ้น“แอบฟังนานแล้วสิ” ฉัตรภพตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบ“ถ้าจะส่งพิมพ์มาดากลับไปที่เก่า ก็ส่งไปได้เลยนะ ก่อนที่เธอจะไปบุกโกดังของพ่อที่สมุทรปราการ” เทวทิณณ์พูดพลางย่อตัวลงนั่งแล้วจับจ้องไปยังบิดาของเขา“หมายความว่าไง” ชายกลางคนขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ“พิมพ์มาดาตรวจสอบเจอรายการบัญชีขอซ่อมโกดัง สองรอบ ในระยะเวลาใกล้ ๆ กัน บอกว่าจะขอเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเอง ไม่รู้อวดเก่งมาจากไหนเหมือนกัน ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง”“หึ...เธอคงอยากให้งานเสร็จไว ๆ แล้วกลับไปที่เก่า ไม่ต้องเห็นหน้าคนอย่างแกล่ะมั้ง” ฉัตรภพพูดเย้ยลูกชาย“พ่อครับ ผมลูกพ่อนะ อย่าหลงมารยาคนอื่น มากกว่าลูกชายตัวเองสิครับ”“เอาล่ะ ถ้าหนูพิมพ์เธอจะไปตรวจสอบด้วยตัวเอง แกก็ไปดูแลหนูพิมพ์เธอด้วยละกัน”“ผมไม่ว่าง” เทวทิณณ์ตอบกลับทันทีอย่างไม่ใส่ใจ“ก็ดี ฉันจะได้ให้บรรพตพาไป” ฉัตรภพสวนกลับลูกชายอย่างรวดเร็วเช่นกัน พลันลุกขึ้นจากเก้าอี้เอื้อมไปปิดคอมฯ แล้วเบี่ยงตัวเดินออกมา“พ่อครับ” เสียงเรียกไล่หลังของเทวทิณณ์ทำให้ชายกลางคนอมยิ้ม พลางปั้นหน้าแล้วหันกลับมายังลูกชายจอมปากแข็ง“มีอะไรเหรอ”“จะทำแบบนั้นไม่ได้นะครับ”“ก็ในเมื่อแกไม่ว่าง ฉันให้บรรพตไปส่งหนูพิมพ์ ผิดตรงไหน”“ผิดครับ” ฉัตรภพขมวดคิ้วแล้วก้าวเท้ามาหาลูกชายหมายให้เขาอธิบาย“ก็คนที่เซ็นอนุมัติเรื่องทั้งหมด ไม่ใช่หัวหน้าฝ่ายบัญชีอย่างเดียว แต่ในนั้นมีลายเซ็นของบรรพตด้วย พ่อคิดว่าถ้าเรื่องมีเงื่อนงำจริง ๆ บรรพตจะปล่อยให้พิมพ์มาดาตรวจสอบง่าย ๆ งั้นเหรอ”“งั้นก็ให้พิมพ์มาดาไปคนเดียว ช่วยไม่ได้อะนะ ก็แกไม่ว่าง ขึ้นรถลงเรือ โดนดังปล้น หรือแม้แต่ตกรถ ก็แล้วแต่ว่าพิมพ์มาดาจะเอาตัวรอดได้หรือเปล่า” ฉัตรภพพูดจบก็เบี่ยงตัวเดินกลับไป“ผมไปส่งพิมพ์มาดาก็ได้” ชายกลางคนชะงักแล้วยืนฟังลูกชายอธิบาย“แต่ที่ไปส่ง ไม่ใช่เพราะห่วงหรอกนะ แค่กลัวว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพนักงานของเรา ภาพลักษณ์บริษัทก็จะเสียหายไปด้วย” เทวทิณณ์พูดจบก็หันหลังเดินจากไป ก่อนที่ชายกลางคนจะยกหูโทรหาลูกน้องคนสนิทในทันที“อภิรักษ์ คุณช่วยตามสืบประวัติของพิมพ์มาดาให้ผมอีกครั้ง เอาอย่างละเอียดเลยนะ ถึงพ่อแม่ของเธอด้วย ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ถ้ายังอยู่ ตอนนี้อยู่ที่ไหนทำอะไร แต่ถ้าไม่อยู่แล้ว รบกวนหาสาเหตุการเสียชีวิตให้ฉันที”“ละเอียดขนาดนั้นเลยเหรอครับ”“ฉันต้องการรายละเอียดทุกอย่าง ย้ำนะ ว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับพิมพ์มาดา” คำสั่งเน้นย้ำทำให้ลูกน้องของเขารีบรับปาก แล้วไปจัดการทันทีไม่รอช้าพิมพ์มาดาเดินออกมาคอยรถโดยสารประจำทางเหมือนอย่างเคย เธอนั่งรอพร้อมกับเปิดรูปครอบครัวดูด้วยความคิดถึง ก่อนจะกดโทรหาชนกันต์อีกครั้ง“จะโทรมาทำไมนักหนา” ปลายสายรับแล้วเผลอตะคอกเธอด้วยความไม่พอใจ หญิงสาวกลืนน้ำลายแล้วจำใจเอ่ยถามพี่ชายอีกครั้ง“พี่กันต์ติดต่อพ่อกับแม่ของพิมพ์ได้บ้างไหมคะ”“ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าถ้าติดต่อพ่อกับแม่เธอได้ พี่จะบอกเธอเอง แต่นี่ยังติดต่อไม่ได้ไง” น้ำเสียงของอีกฝ่ายคล้ายกับคนอยู่ในอาการเมา พิมพ์มาดากลืนน้ำลายแล้วตัดสินใจพูดบางอย่างกับเขา“พี่กันต์คะ พิมพ์ขอเบอร์โทร หรืออีเมลที่พี่กันต์ใช้ติดต่อพ่อกับแม่หน่อยได้ไหมคะ พิมพ์อยากคุยกับพวกท่านจริง ๆ ค่ะ ไม่รู้ว่าที่พวกท่านหายไปแบบนี้จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอีกหรือเปล่า พิมพ์เป็นห่วงแปลก ๆ ยังไงไม่รู้ค่ะ”“อีเมลอยู่ในคอมฯ อะ ตอนนี้ไม่สะดวก เท่านี้นะ” เขาตอบส่ง ๆ แล้วตัดสายไปในที่สุด หญิงสาวทำได้เพียงเปิดรูปครอบครัว แล้วเลื่อนสายตามองด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ
สนุก ครบเครื่อง
08/03
0ดีมากก
25/10
0ดีมากค่ะ
21/09/2025
0ดูทั้งหมด