32 ผู้ที่จะช่วยได้

ไม่รู้ว่าเพราะสิ่งใดดลใจให้ซ่งหยุนจงย้อนกลับไปยังป่าที่นัดกันเอาไว้กับท่านเล่อเมื่อหลายวันก่อน หลังจากที่ได้ข่าวว่าแม่ทัพตู้ถูกควบคุมตัวกลับเมืองหลวง เขาเองก็ร้อนใจไม่แพ้กันหลักฐานที่อยู่กับเขาเป็นของชิ้นสำคัญที่จะทำให้แม่ทัพตู้หลุดพ้นข้อกล่าวหา
แต่ตัวเขาเองจะเอาไปยื่นให้กับทางการแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเวลานี้สำหรับแม่ทัพตู้ใครเป็นมิตรหรือศัตรูล้วนแล้วแต่ดูไม่ออก คิดแล้วก็รู้สึกแค้นใจแทนนัก คนพวกนี้เมื่อครั้งที่แม่ทัพตู้ยังเรืองอำนาจทุกคนเข้าหาไม่หยุดไม่หย่อน
และที่สำคัญเขาจะต้องควบคุมตัวสตรีตัวแสบผู้นั้นเอาไว้ให้ได้ นางคือตัวแปรสำคัญของเรื่องนี้ สตรีที่ไม่รู้จักบุญคุณคน ทำเรื่องชั่วช้าไม่หยุด สมควรแล้วที่จะถูกห้าม้าแยกร่าง
เข้าใกล้ชายป่าที่เคยนัดกับเล่อเหยียนเผิงเมื่อครั้งก่อน ดูเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างนำทางให้จอมดาบเข้าไปในป่าเดินลัดเลาะตามพงไม้ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เข้าไปในเส้นทางปกติที่ผู้คนใช่สัญจรไปมา
กระทั่งไปเหยียบกับอะไรบางอย่าง คราแรกเขาคิดว่ามันเป็นกิ่งไม้หรือไม่ก็พวกเศษซากของสัตว์ เมื่อมองให้ชัดกลับพบว่าเป็นมือของมนุษย์
เมื่อดูให้ชัดอีกครั้งพบว่าเป็นเล่อเหยียนเผิง เป็นร่างของกุนซือหนุ่มที่หายใจโรยแรง ซ่งหยุนจงจึงรีบช่วยเหลือนำตัวกลับไปที่พักของตนทันที
“นายท่าน นายท่านหลับไป 7 วันแล้วนะขอรับ ตื่นขึ้นมาได้แล้ว ท่านต้องไปช่วยคุณหนูตู้ไม่ใช่หรือ” เสี่ยวโต้วพยายามปลุกนายของตัวเองให้ตื่น
“แย่แล้ว ๆ ๆ” สหายผีจากเมืองหลวงรีบร้อนมาหาหลัวซู่เฟิง
“เกิดอะไรขึ้น?” เสี่ยวโต้วสงสัยว่าเกิดเรื่องไม่ดีอะไรขึ้นหรือเปล่า
สหายผีที่เร่งรีบมาจากเมืองหลวงเหนื่อยจนแทบจะขาดใจตายอีกรอบ ผีหนุ่มหยุดหายใจก่อนจะค่อย ๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เสี่ยวโต้วฟังอย่าง ๆ ช้า
ผีตนอื่นที่เห็นว่าความหายนะกำลังจะมาถึง พวกเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ในการปลุกจ้าวหุบเขาผี
นายท่านนนนนนนนน
ท่านหลัวววววววววว
ตื่นได้แล้ววววววววว
หลัวซู่เฟิงได้ยินเสียงดังวุ่นวายอยู่รอบ ๆ ตัว ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าถาโถมเข้ามา
“พวกเจ้าหุบปากได้แล้ว ที่นี่เสียงดังเกินไปแล้ว” หลัวซู่เฟิงด่า
“เอ๋.....” ซ่งหยุนจงมองรอบ ๆ บ้านทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงนกร้อง เหตุใดท่านเล่อจึงบอกว่าที่นี่เสียงดัง
“ท่านเล่อ ท่านฟื้นแล้วหรือ” ซ่งหยุนจงขยับมาใกล้กับที่นอนของกุนซือหนุ่ม
‘ท่านเล่อ’ อ่าใช่แล้ว ตอนนี้เขาคือเล่อเหยียนเผิง จากนี้ไปเขาอยู่ภายใต้ร่างกายของเล่อเหยียนเผิง
“น้ำ” หลัวซู่เฟิงกระหายน้ำ
ลำคอที่แห้งผากกลับมาปกติอีกครั้ง หลัวซู่เฟิงยังไม่ลืมสิ่งที่เล่อเหยียนเผิงบอกเอาไว้ หลักฐานทุกอย่างอยู่กับซ่งหยุนจงจอมดาบอันดับหนึ่ง ดูท่าแล้วคนที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้น่าจะเป็นซ่งหยุนจงคนที่เล่อเหยียนเผิงกล่าวถึงเป็นแน่
หลัวซู่เฟิงหันไปถามเสี่ยวโต้วกับสหายผีด้วยสายตา ทุกคนต่างพยักหน้าว่าใช่ คนคนนี้แหละคือซ่งหยุนจง
“ขอบคุณท่านซ่งที่ช่วยเหลือ” หลัวซู่เฟิงกล่าวขอบคุณ
“อย่าได้เกรงใจ ในอดีตท่านซือหม่ามีบุญคุณกับข้านัก ช่วยเหลือศิษย์ของท่านก็นับว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณเช่นกัน” ซ่งหยุนจงกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
“นายท่านอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนายหญิงกำลังลำบากท่านต้องไปช่วยนางกับแม่ทัพตู้เดี๋ยวนี้” เสี่ยวโต้วพูดจบสหายผีตนอื่น ๆ ก็ส่งเสียงเซ็งแซ่
หลัวซู่เฟิงต้องยกมือขึ้นห้ามปรามให้พวกเขาหยุด
“จากที่นี่ไปเมืองหลวงต้องใช้เวลากี่วัน” ที่นี่คือที่ไหนหลัวซู่เฟิงก็ไม่รู้ ถ้าตอนที่ยังเป็นผี คงใช้เวลาครู่เดียวแต่นี่เขากลายเป็นคนแล้ว แถมยังเป็นคนที่เต็มไปด้วยบาดแผล นอนร่อแร่มาหลายวัน
“อย่างช้าก็หนึ่งสัปดาห์ อย่างเร็วก็ 3 วันแบบไม่กินไม่นอน” ซ่งหยุนจงตอบคำถาม “อันที่จริง ข้าเองคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าท่านต้องกลับไปช่วยแม่ทัพตู้ จึงได้เตรียมเส้นทางกับรถม้าเอาไว้แล้วทุก ๆ หนึ่งร้อยลี้จะมีรถม้าเปลี่ยนข้ากับท่านสามารถขึ้นไปนั่งและออกเดินทางต่อไปได้เรื่อย ๆ ถ้าไม่มีอุปสรรคใด ๆ น่าอาจจะเร็วกว่าสามวัน” ซ่งหยุนจงอธิบาย
“แย่ ๆ ๆ สามวันเลยหรือ ทำอย่างงี้นายหญิงคงกลับไปเป็นภรรยาของอ๋องสารเลวนั่นแน่ ๆ” สหายผีร้อนรน
หลัวซู่เฟิงได้ยินที่สหายผีพูดก็ร้อนใจหนักยิ่งกว่าเดิมเขาจะทำอย่างไร ในเวลานี้เขาจะช่วยเหลือนางได้อย่างไร
ความเจ็บปวดของร่างกายก็หนักหนามากแล้ว ถ้ายังขืนเป็นเช่นนี้นอกจากจะไม่ได้ช่วยนาง เขาอาจจะตายอีกรอบ
ซ่งเหวินจงประคองเล่อเหยียนเผิงมานั่งกลางห้องให้เขาได้กินข้าวกินปลาและเตรียมตัวออกเดินทางหลังจากนั้นในทันที
เมื่อกินเสร็จจอมดาบก็ให้เวลาเล่อเหยียนเผิงในการเตรียมตัวส่วนเขาเองก็ไปจัดการธุระของตัวเอง
เมื่อในห้องเหลือเขาเพียงผู้เดียวหลัวซู่เฟิงก็เริ่มเปิดปากสนทนากับสหายผีของตน
“ว่าแต่หยูเต๋อกุยหายไปไหนเหตุใดจึงไม่เห็นเขาเลย”
“นั่นสิ ตั้งแต่ช่วยท่านจากป่าท่านลุงหยูก็หายไปเลย”
เสี่ยวโต้วพูดได้ไม่ทันจบประโยคหยูเต๋อกุยก็โผล่เข้ามาในห้อง ครั้งนี้ลุงผีชราสวมชุดใหม่เอี่ยมร่างกายเปล่งรัศมีบาง ๆ
“ข้าอยู่นี่” หยูเต๋อกุยกลับมาพอดี ที่หายไปไม่ใช่เพราะเรื่องอะไร หลังจากวนเวียนในโลกมาหลายร้อยปี ในที่สุดผีชราก็ได้บำเพ็ญตนจนกลายเป็นเทพขั้น 7
ใบหน้าของผีชราผ่องใสและดูอ่อนกว่าวัยมากขึ้นกว่าเดิม คงเป็นเพราะตอนนี้เขากลายเป็นเทพแล้ว
“โอ้ว หยูเต๋อกุยของเรากลายเป็นเทพแล้ว” หลัวซู่เฟิงหยอกเย้า พร้อมกับยกมือทำความเคารพ
“โธ่ ข้าก็ยังเป็นข้านั่นแหละ ถึงตอนนี้จะเป็นเทพแล้วก็เถอะ” หยูเต๋อกุยถ่อมตัว ที่จริงก็เพราะอานิสงส์จากหลัวซู่เฟิงด้วยส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้กลายเป็นเทพ
เห็นหน้าของหยูเต๋อกุย หลัวซู่เฟิงจึงคิดอะไรบางอย่างออก
“เป็นเทพแล้วทำอะไรได้บ้าง” หลัวซู่เฟิงถามกลับ “เข้าฝันได้ไหม?”
“ได้สิขอรับเรื่องแค่นั้นสำหรับข้าสบายมาก” ถ้าเป็นแต่ก่อนคงเป็นเรื่องยากแต่ตอนนี้สำหรับเขาสบายมาก
ใช่แล้ว!!! ในเวลานี้มีแค่เพียงนางที่สามารถช่วยเหลือเขาได้ เฉาเกอเอ๋อ ลูกสาวเพียงคนเดียวของข้า!!!
 

หนังสือแสดงความคิดเห็น (334)

  • avatar
    พัชรธิดา ฯ.

    ชอบมาก สนุกดีคะ

    03/04

      0
  • avatar
    นามจุมจังพัชรินทร์

    ดีเยี่ยม

    02/04

      0
  • avatar
    Shuqi_12

    ดีมาก 👏 ดีแต่ไม่สุดอ่ะ ยังมีปมหลายๆอย่าง

    23/01

      0
  • ดูทั้งหมด

บทที่เกี่ยวข้อง

บทล่าสุด