ชัยชนะจากแนวหน้าทำให้ทั้งเมืองหลวงดูสงบลงอีกครั้ง ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ขุนนางบางส่วนเริ่มวางใจ แต่สำหรับซูเหม่ยหลินนั้นความสงบเช่นนี้กลับทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิมเพราะศัตรูที่พ่ายแพ้ในสนามรบมักจะไม่ยอมแพ้ในสนามอื่นเช้าวันนั้นณ จวนสกุลเซียวซูเหม่ยหลินนั่งอยู่ในเรือนหนังสือ และบนโต๊ะก็มีรายงานจากแนวหลังถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ นางไม่ได้อ่านอย่างรีบร้อน แต่ทุกถ้อยคำ ทุกตัวเลข และพิจารณาอย่างละเอียด“ฮูหยิน วันนี้สำนักการกุศลที่ท่านอุปถัมภ์ได้ส่งคนมาแจ้งว่า ข้าวสารที่โกดังฝั่งใต้มีปัญหา จึงอยากจะขอให้ท่านไปตรวจดูด้วยตนเอง” ชิงเยว่เข้ามาคำนับซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย‘โกดังฝั่งใต้ อยู่นอกเขตจวนสกุลเซียว… นี่ไม่ไกลจากเมืองแต่ก็ไม่ใช่พื้นที่ที่ทหารเซียวจะคุมเข้มตลอดเวลา’ นางคิดในใจ แต่เพียงครู่เดียวนางก็ตัดสินใจได้“เตรียมรถม้า เราจะไปเช้าและกลับก่อนเที่ยง” นางกล่าว“ให้เพิ่มยามหรือไม่เจ้าคะ” ชิงเยว่ถามทันที“ไม่จำเป็น ข้าไม่อยากให้มันดูเป็นเรื่องใหญ่” ซูเหม่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆนางรู้ดีว่าหากมีใครจับตาดูอยู่ การเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินั้นจะยิ่งกระตุ้นความสนใจและนางก็ไม่คิดว่าศัตรูจะกล้าลงมือ อย่างน้อยก็คงจะไม่เร็วขนาดนี้อีกฟากหนึ่งของเมืองเรือนพักชั่วคราวของคณะหลางโจว หลางเจียลี่ยืนอยู่หลังม่านไม้และมองแผนที่เมืองที่ถูกขีดเส้นไว้บางจุดและหนึ่งในนั้นก็คือโกดังฝั่งใต้“ออกจากจวนแล้วจริงหรือ” นางเอ่ยถามเสียงเรียบ“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ฮูหยินเซียวออกจากจวนโดยมีบ่าวติดตามอยู่ไม่มาก” ชายชุดดำคุกเข่าตอบหลางเจียลี่หลับตาลงช้า ๆ พร้อมกับมุมปากที่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย“นางฉลาด… แต่ความฉลาดนั้นจะทำให้นางเชื่อมั่นในตัวเองเกินไป” หลางเจียลี่กล่าวก่อนที่นางจะลืมตาขึ้นพร้อมกับฉายแววตาคมกริบเหมือนใบมีด“จำไว้ อย่าแตะต้องนางในเขตสกุลเซียว อย่าทิ้งร่องรอยและอย่าให้ใครตายหากไม่จำเป็น ข้าต้องการตัวนาง…ทั้งเป็น” นางกล่าว คำสั่งนั้นไม่ได้ฟังดูเมตตาแต่มันคือการคำนวณบางอย่างรถม้าของจวนสกุลเซียวระหว่างทางเสียงล้อรถบดไปบนถนนหินอย่างสม่ำเสมอ เสียงผู้คนในตลาดเช้าดังแว่วมาเป็นระยะ ทุกอย่างนั้นดูปกติเกินไปเสียด้วยซ้ำ ซูเหม่ยหลินเปิดม่านมองออกไปดู สายตาของนางไล่มองผู้คนไปทั่ว ทั้งร้านค้า ทั้งเส้นทางหลบ นี่นิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นคุณหนูสกุลซู“ฮูหยิน…เหมือนมีคนตามมาเจ้าค่ะ!” ชิงเยว่กระซิบซูเหม่ยหลินไม่หันไปมองและเอ่ยเพียงเบา ๆ“อย่าแสดงตัวให้เป็นพิรุธ” นางหลับตาลงและตั้งใจฟังเสียงรอบตัว จังหวะของฝีเท้า นี่ไม่ใช่ฝีเท้าของชาวบ้านอย่างแน่นอนเพราะเบาและสม่ำเสมอเกินไป‘เริ่มแล้วหรือ…’ ซูเหม่ยหลินคิดในใจรถม้าเลี้ยวเข้าสู่ตรอกที่เงียบกว่าปกติและในจังหวะนั้นเอง ‘ปึก!’ เสียงหนึ่งดังขึ้นและรถม้าสะดุดลงอย่างแรงพร้อมกับม้าที่อยู่หน้ารถร้องลั่นก่อนจะล้มลงอย่างผิดธรรมชาติ ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ“ฮูหยิน!” ชิงเยว่ร้องในจังหวะนั้นเองผ้าม่านก็ถูกฉีกออกพร้อมกับเงาดำหลายร่างพุ่งเข้ามาโดยไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีอาวุธวาววับ แต่ทุกการเคลื่อนไหวนั้นแม่นยำและเงียบเชียบก่อนที่ซูเหม่ยหลินจะถูกดึงลงจากรถและถูกสวมผ้าคลุมหัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับมือที่ถูกมัดไว้ด้านหลังทว่านางกลับไม่กรีดร้อง ไม่ดิ้นรนอย่างไร้ทิศทาง เพียงแค่จดจำทุกเสียง ทุกแรงดึงและทุกทิศทางที่ร่างกายถูกพาไป‘อย่าตื่นตระหนก’‘อย่าต่อสู้โดยไม่จำเป็น’‘แค่รอดูว่าใครอยู่เบื้องหลัง’นางคิดในใจซูเหม่ยหลินถูกผลักเข้าไปในรถม้าอีกคันที่รออยู่ไม่ไกลก่อนที่ผ้าม่านจะปิดลงทันทีและล้อรถก็เริ่มหมุนภายในรถม้าความมืดและความเงียบทำให้หัวใจของซูเหม่ยหลินเต้นแรงขึ้น แต่จิตใจของนางกลับนิ่งกว่าที่คิดเพราะนางรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่การลอบสังหาร พวกเขาไม่ใช่โจร แต่นี่คือการจับตัวและคนที่กล้าทำเช่นนี้ก็มีเพียงคนคนเดียว‘องค์หญิงใหญ่แห่งหลางโจว…’ ซูเหม่ยหลินคิดในใจนางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ บังคับให้ตัวเองสงบจิตใจ‘เซียวอวี้หลง…’ ชื่อของเขาผุดขึ้นมาในใจของนางโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะความกลัวหากแต่เพราะนางรู้ดีว่า เมื่อเขารู้เรื่องนี้ทั้งแผ่นดินอาจจะไม่อยู่นิ่ง รถม้าวิ่งต่อไปเริ่มไกลออกจากเสียงผู้คนและไกลออกจากความปลอดภัย
สนุกมากเลย
27/08
0เริ่ดมากกก
27/08
0เนื้อความดีมาก
04/07
0ดูทั้งหมด