อรุณเบิกฟ้า เหล่าวิหคร้องเจื้อยแจ้วดังไปรอบบริเวณ ลมพัดเย็นสบาย อากาศกำลังดี พาให้ผู้คนที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติอันสวยงามนี้เบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง การล่าสัตว์ของปีนี้จบลงแล้ว เหล่าทหารและราชองครักษ์จัดขบวนเดินทางอย่างแข็งขัน เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ ขบวนเสด็จก็เคลื่อนที่ออกเดินทางกลับสู่เมืองหลวง รถม้าของจวนฉินอ๋องยังคงมีสตรีงดงามสองนางโดยสารมาดังเดิม แต่บรรยากาศภายในกลับแปลกประหลาดกว่าเก่าเล็กน้อย เมื่อคืนหลังจากหลอกล่อสามีให้ติดอยู่ในอ่างน้ำร้อน เยี่ยนเยว่ฉีก็กลับไปรอถางซือเซียนที่กระโจม จนเสี่ยวลี่กลับเข้ามาก่อนตามคำสั่งของผู้เป็นนาย สาวใช้คนสนิทของบุตรีท่านโหวแจ้งว่าสักครู่คุณหนูของตนจะตามมา เมื่อได้ยินดังนั้นเยี่ยนเยว่ฉีจึงตัดสินใจเข้าสู่นิทราล่วงหน้าไปก่อน พอตื่นลืมตาก็พบว่าสตรีอีกนางมีท่าทีที่แปลกไป ถางซือเซียนมองออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อพบเงาร่างของคนบางคนก็ถอนหายใจ ความรู้สึกสับสนปนเปฉาบอยู่บนดวงหน้าอย่างปิดไม่มิด บุรุษรูปงามคิดอย่างไรกับตนกันแน่ หรือต้องการแค่ยั่วเย้าให้หลงใหลจนเผลอปล่อยตัวปล่อยใจให้เขา ชายหนุ่มหลอกล่อนางจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อคิดได้ว่าเมื่อคืนตนกระทำเรื่องใจกล้าไปเสียหลายอย่าง ความละอายก็กัดกินใจสาวน้อยมากขึ้นทุกขณะ เยี่ยนเยว่ฉีเห็นความผิดปกติของนางตั้งแต่ตื่นนอนแล้ว นานเข้าก็ยิ่งเด่นชัด นางจึงถามออกไปด้วยความห่วงใย “เซียนเอ๋อร์เป็นอะไรไป เห็นถอนหายใจหลายคราแล้ว หรือว่าเจ้าเบื่อจะนั่งในรถม้า อยากจะออกไปสูดอากาศบนหลังอาชากันเล่า” “มะ...ไม่เบื่อ อีกอย่างเซียนเอ๋อร์ก็เกรงใจท่านกุนซือ” สาวน้อยเอาแต่นึกถึงเยี่ยนจิ้นหลิง เมื่อเยี่ยนเยว่ฉีชวนขี่ม้าก็อดนึกถึงภาพของนางกับเขาบนหลังอาชาสีหมอกมิได้ “เอ๊ะ! ทำไมเจ้าคิดว่าต้องเป็นพี่รอง ข้าเองก็ขี่ม้าเป็นนะ” เยี่ยนเยว่ฉีกระเซ้าเย้าแหย่ “คือว่า...ข้า...” สาวน้อยพูดไม่ออกด้วยกระอักกระอ่วนยิ่งนัก หากน้องสาวของบุรุษร้ายกาจผู้นั้นรู้เรื่องเมื่อคืนนี้เข้า นางจะต่อว่าตนเป็นหญิงใจง่ายหรือไม่ก็สุดรู้ เยี่ยนเยว่ฉีเห็นพิรุธ จึงกวาดสายตาสำรวจไปทั่วดวงหน้าของสาวน้อย จนในที่สุดก็เหลือบเห็นรอยประทับสีกุหลาบสองสามจุดบนลำคอขาวเนียน หญิงสาวตกใจว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรกันแน่ มิใช่พี่รองของนางกินเต้าหู้เด็กสาวจนหมดสิ้นแล้วหรือ “พี่รองทำอะไรเจ้า บอกมาเดี๋ยวนี้นะ หากเจ้าถูกเขารังแกเอาเปรียบ ข้าจะไปต่อว่าให้เสียเดี๋ยวนี้” ถางซือเซียนสะดุ้ง หน้าซีดปากสั่น นางก้มหน้างุดไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายจึงถามตนขึ้นมาเสียดื้อๆ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกไป “ไม่ตอบงั้นรึ ได้! เยี่ยนจิ้นหลิงออกมาเดี๋ยวนี้นะ!” เยี่ยนเยว่ฉีเห็นอีกฝ่ายยังคงไม่พูดจึงตะโกนออกมาทันที ถางซือเซียนถลาเข้ามาหวังใช้มือน้อยๆ ปิดปากนางเอาไว้ แต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว “ฉินหวางเฟยให้เกียรติเรียกจิ้นหลิงเสียเต็มยศ มีอันใดให้รับใช้หรือ” บุรุษที่ถูกเรียกขานตอบกลับมาจากภายนอก น้ำเสียงแม้จะทุ้มนุ่ม ทว่าเจือความไม่พอใจเล็กน้อย “อยากรู้ก็เข้ามา” นางยังคงออกคำสั่งด้วยเสียงแข็งเช่นเดิม บุรุษผมสีเงินพอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงผินหน้าไปมองมู่เลี่ยงหลง บัดนี้อ๋องหนุ่มถลึงตาเขียวใส่ตน ถางซือเซินคงบอกกล่าวกับเขาถึงเรื่องราวเมื่อคืน เช่นนี้เกรงว่าตนจะหนีความรับผิดชอบน้อยๆ นี้ไม่พ้นเสียแล้ว เยี่ยนจิ้นหลิงกระโดดจากหลังเจ้าสีหมอกไปยังรถม้า เขาเลิกผ้าม่านขึ้นแล้วก้าวเข้าไปภายในห้องโดยสาร เห็นเยี่ยนเยว่ฉีนั่งหน้าถมึงทึงโดยมีถางซือเซียนก้มหน้าบิดชายกระโปรงอยู่ด้านข้าง “พี่รอง ท่านรังแกคุณหนูถางใช่หรือไม่” เยี่ยนเยว่ฉีรีบเอาเรื่องพี่ชายตัวดีของตนทันที “นางบอกว่าข้ารังแกนางอย่างนั้นหรือ” เยี่ยนจิ้นหลิงพลันเลิกคิ้ว หันไปมองถางซือเซียนคราหนึ่ง แล้วค่อยหันกลับมายังน้องสาวของตน “มิได้ แต่พอพูดถึงท่านเท่านั้น นางก็มีสภาพเช่นนี้ พี่รอง ข้าไม่ได้ตาบอดนะ รอยช้ำแดงที่คอนั่นอีก ท่านจะทำเกินไปแล้ว” เยี่ยนเยว่ฉีต่อว่าพี่ชายแทนสาวน้อยที่น่าสงสาร “หวางเฟยเอาเวลาไปสนใจท่านอ๋องจะดีกว่า นี่เป็นเรื่องของข้ากับนาง จะเกินไปหรือไม่ย่อมรู้แก่ใจทั้งสองฝ่าย” เยี่ยนจิ้นหลิงยิ้มเย็น ตอบกลับน้องสาวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่สุด “พี่รอง คุณหนูถางนับว่ายังเด็กนัก” เยี่ยนเยว่ฉีมีท่าทีกังวล นางไม่คิดว่าพี่ชายของตนจะบุ่มบ่ามถึงขนาดล่อลวงสตรีที่เพิ่งจะเติบโต “จำได้ว่านางปักปิ่นมาหลายเดือนแล้ว นี่จึงเป็นเรื่องของผู้ใหญ่สองคน เจ้าไม่ต้องออกโรงปกป้องนาง อีกอย่างคนอย่างข้าไม่จำเป็นที่จะต้องไปบังคับข่มเหงใคร” อีกฝ่ายยังคงไม่สะทกสะท้าน ทำราวกับว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่ผ่านมาก็มีแต่สตรีที่เต็มใจให้เกี้ยวพา เช่นนี้แล้วน้องสาวยังกล้ามากล่าวหาเขาอีก “ห้ามแตะต้องนางอีก!” มู่เลี่ยงหรงรีบก้าวขึ้นมาสมทบบนรถม้า ใบหน้าถมึงทึงแสดงความไม่พอใจอย่างแจ่มชัด บุรุษเจ้าเล่ห์ผู้นี้ไม่คู่ควรกับนางฟ้าน้อยของตนสักนิด อ๋องหนุ่มจึงออกคำสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด แต่ก็ไม่ได้ตวาดเสียงดังจนเรียกความสนใจจากภายนอก “ก็ได้...ก็ได้ กระหม่อมจะไม่ยุ่งกับนาง จะไม่แตะต้องคุณหนูถางอีกแม้แต่ปลายก้อย ทีนี้พวกท่านพอใจกันหรือยัง” เยี่ยนจิ้นหลิงรับคำง่ายๆ น้ำเสียงเจือแววเกียจคร้าน ในเมื่อถางซือเซียนไม่รู้จักพูดจาให้กระจ่างตนก็จะปล่อยเหตุการณ์ให้เป็นไปแบบนี้เช่นกัน ในขณะที่ทุกคนยังตกตะลึงกับคำตอบ ชายหนุ่มก็เป่าปากส่งสัญญาณเรียกอาชาแสนรู้ของตน จากนั้นบุรุษผู้เอาแต่ใจก็ทะยานจากไปทันทีโดยไม่สนว่าใครจะคิดยังไง เมื่อได้ยินและเห็นท่าทีของเขา ถางซือเซียนก็เงยหน้าขึ้น นัยน์ตากลมโตปรากฏน้ำตาเอ่อคลอ จากนั้นจึงร่วงหล่นพรั่งพรูดังเม็ดมุกเล็กๆ ยังไม่ทันจะข้ามวัน บุรุษร้ายกาจผู้นั้นก็ทำร้ายนางอย่างเลือดเย็นเสียแล้ว “ฮือๆ ท่านกุนซือ คนใจร้าย” นางเอามือปิดหน้าแล้วสะอึกสะอื้น น้อยอกน้อยใจที่ชายหนุ่มทิ้งนางอย่างง่ายดายเช่นนี้ เรื่องเมื่อคืนคงไม่มีความหมายสำหรับเขา มีเพียงตนที่คิดมากอยู่ฝ่ายเดียว “นี่ข้างงไปหมดแล้ว เซียนเอ๋อร์เจ้าก็พูดอะไรบ้างเถิด” เยี่ยนเยว่ฉีจับไหล่สั่นเทาของสาวน้อยเอาไว้ หมายใจจะปลอบโยน “เมื่อคืนพี่ชายเจ้ามีเรื่องวิวาทกับจ้าวเฟิงเหลยด้วยเรื่องของเซียนเอ๋อ ซือเซินบอกว่าเขาแค่ช่วยประคองนางไม่ให้ล้ม จวิ้นอ๋องมาเห็นพอดีจึงเข้าใจผิดว่าเยี่ยนจิ้นหลิงรังแกนาง...” ท่านอ๋องหนุ่มอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งครึม “หึ! ข้าไม่มีทางเชื่อเรื่องหลอกเด็กเช่นนี้ ถ้าเพียงแค่นั้นอีกฝ่ายจะถึงกับชักดาบขึ้นมาหรือ แล้วก็เป็นจริงดังที่ข้าคาดเอาไว้ไม่มีผิด หลักฐานก็คาตาอยู่นั่นไง” มู่เลี่ยงหรงกำหมัดแน่น เขามองรอยแดงเล็กๆ บนลำคอของถางซือเซียน แล้วหันกลับมาจ้องหน้าภรรยาด้วยความโกรธเคือง “พี่รอง...คือว่า...หม่อมฉัน...” เยี่ยนเยว่ฉีพูดอะไรไม่ออก “เซียนเอ๋อร์ เจ้าคงจะกลัวมาก ต่อไปอย่าได้อยู่ตามลำพังอีก บุรุษผู้นั้นไว้ใจไม่ได้ แต่ฮ่องเต้สั่งยุติไม่ให้เอาเรื่องเขาแล้ว ข้าคงทำได้เพียงช่วยกันเยี่ยนจิ้นหลิงให้ออกห่างจากเจ้าเท่านั้น” มู่เลี่ยงหรงหันไปพูดปลอบโยนดรุณีน้อย ถางซือเซียนเอาแต่ร้องไห้ เมื่อคิดว่ากันเยี่ยนจิ้นหลิงจะไม่มีวันมาให้เห็นหน้าอีก หากพี่ชายทั้งสองออกโรงห้ามปรามถึงเพียงนี้ และเพื่อกันท่านกุนซือหนุ่มออกไป คาดว่าอีกไม่นานนี้มู่เลี่ยงหรงกับถางซือเซินคงหาคู่หมายให้นางเป็นแน่
สนุกอ่านเข้าใจง่ายผ่อนคลายได้
19/08
0ดีมาก
05/07
0ดีมาก
19/06
0ดูทั้งหมด