หลังจากมื้ออาหารเช้าผ่านไป ท่านอาจารย์ทั้งสามจึงได้ให้บรรดาศิษย์หญิงและศิษย์ชายมารวมตัวกันที่ลานวัดเขาตงชวน เพื่อที่จะให้จิตรกรที่มีชื่อในเมืองตงชวนได้มาสอนการวาดภาพวิวทิวทัศน์รอบๆ ลานวัดแห่งนี้ไปพร้อมๆ กัน กระดานวาดภาพพร้อมพู่กันและน้ำหมึกถูกจัดเตรียมไว้ให้ครบจำนวนศิษย์ที่มาร่วมเรียนในวันนี้“ข้ามีนามว่าโจวฉาง เป็นจิตรกรหลวงประจำอยู่ ณ เมืองตงชวนแห่งนี้ ยินดีที่ได้พบกับบัณฑิตทั้งชายและหญิงจากเมืองตงหลางทุกคนในวันนี้ ข้าจะมาเป็นอาจารย์สอนในการวาดภาพเบื้องต้น ข้าเชื่อว่าบัณฑิตจากสำนักศึกษาหลี่ชุนนั้น จักต้องมีผู้ที่ชื่นชอบทางด้านศิลปะอยู่แล้ว มีหรือไม่ขอรับ” จิตรกรหนุ่มแนะนำตนเองออกมา พร้อมกับเอ่ยถามเหล่าบัณฑิต“มีเจ้าค่ะ/ขอรับ” ศิษย์ทั้งชายและหญิงตอบกลับออกมาอย่างพร้อมเพรียง“ถ้าเช่นนั้นมีผู้ใดในที่นี้ที่วาดภาพได้งดงามอยู่แล้วบ้าง ไม่ว่าจะเป็นภาพคน ภาพสัตว์ ภาพวิวทิวทัศน์ ได้ทั้งหมดเลยขอรับ”มีศิษย์ที่ยกมือไม่ถึงสิบคนและหนึ่งในนั้นก็คือฉีอันหนิงที่ถูกสองสหายสนิทคะยั้นคะยอให้ยกมือ เพราะทั้งซ่งเจียวซินและฉางซูซูต่างก็รู้ดีว่าฉีอันหนิงนั้นวาดภาพได้งดงามเพียงใด“โอ๊ะ!! นี่อันหนิงเจ้าก็วาดภาพได้ด้วยหรอกหรือ”ซูฉินหรงแสร้งอุทานออกมาราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะที่ผ่านมาฉีอันหนิงมิเคยแสดงฝีมือการวาดภาพที่สำนักศึกษาเลยสักครา จึงทำให้มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่านางนั้นมีฝีมือการวาดภาพถึงเพียงใด ยกเว้นก็แต่สหายสนิททั้งสองของนางเท่านั้น“วาดภาพน่ะผู้ใดก็วาดได้ แต่จะวาดได้งดงามให้สมกับหน้าตาของเจ้าของภาพวาดนั้นสิ มันยากอยู่นะ” สหายของซูฉินหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“พวกเจ้าสองคนน่ะช่างมีตาหามีแววไม่ อันหนิงน่ะหากนางชื่นชอบสิ่งใดแล้ว มิมีสิ่งใดที่นางจะทำมิได้หรอก” ฉางซูซูปกป้องสหายสนิททันที ฉีอันหนิงจึงยื่นมือไปบีบแขนของฉางซูซูเบาๆ เป็นการเตือนว่าให้เงียบๆ ดีกว่าไปปะทะฝีปากกับคนเหล่านี้“หึๆ เช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าสองคนก็ขอดูภาพวาดของเจ้าเป็นบุญตาหน่อยเถิด”ปี้เอ้อร์หลิงกล่าวออกมา ส่วนมากจะเป็นนางที่ออกหน้าแทนซูฉินหรงที่ทำตัวราวกับว่าเป็นเด็กที่เรียบร้อย แต่ความจริงแล้วที่ปี้เอ้อร์หลิงชิงชังฉีอันหนิงก็เป็นเพราะซูฉินหรงใส่ความอีกฝ่ายให้ฟัง ว่าฉีอันหนิงชอบทำตนให้โดดเด่นเพื่อที่จะได้เป็นที่สนใจ อย่างเช่นการทำอาหารเมื่อวาน“เอาล่ะขอรับ ถ้าเช่นนั้นวันนี้เรามาลองชมผลงานของบัณฑิตที่วาดภาพเป็นกันก่อนดีกว่านะ พรุ่งนี้ข้าค่อยเริ่มสอนบัณฑิตที่วาดภาพไม่เป็น เชิญบัณฑิตทั้งชายหญิงที่วาดภาพเป็นนั่งประจำที่ได้เลยขอรับ” โจวฉางเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกล่าวออกมาเพื่อสงบศึกย่อมๆ ให้ฝีมือเป็นตัวตัดสินดีกว่าฉีอันหนิงก็มิได้สนใจอีกฝ่ายแต่อย่างใด นางมิชอบโอ้อวดความสามารถของตนเอง แต่นางเป็นพวกที่ชอบแสดงให้เห็นมากกว่า ร่างเล็กเดินไปนั่งลงประจำที่ที่อาจารย์จัดเอาไว้ให้ กระดาษวาดภาพถูกตั้งเอาไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม พู่กันและน้ำหมึกเตรียมพร้อมสำหรับศิษย์ที่มาเข้าร่วมทุกคน ฉีอันหนิงมองไปรอบๆ กายก่อนที่จะเลือกวาดภาพบรรยากาศของลานวัดเขาตงชวนในยามนี้ปี้เอ้อร์หลิงเดินไปนั่งอีกฝั่ง นางก็เป็นคนหนึ่งที่วาดภาพเหมือนได้งดงามเช่นกัน น้ำหมึกจากปลายพู่กันถูกละเลงลงบนกระดาษวาดภาพตรงหน้าของแต่ละคน บัณฑิตที่วาดภาพไม่เป็นก็ทำได้แค่เดินชื่นชมผลงานของเหล่าสหาย จนทุกคนมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของฉีอันหนิง กระดาษของนางยังคงขาวสะอาดจนทุกคนรู้สึกประหลาดใจ แต่เพียงเค่อเดียว มือเล็กก็หยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึกแล้วตวัดข้อมือไปมา ปลายพู่กันพลิ้วไหวไปตามจังหวะการขยับมือของบัณฑิตสาวเหล่าอาจารย์ที่เดินไปชมของศิษย์คนอื่นมาหยุดยืนมองการวาดภาพของนาง แม้กระทั่งโจวฉางที่รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนวาดภาพในวันนี้ยังมาหยุดมองด้วยแววตาตกตะลึง ทำให้ศิษย์ที่เหลือเดินมาชื่นชมภาพวาดของฉีอันหนิงเช่นกัน ภาพวาดของนางราวกับมีชีวิตจนทำให้ทุกคนที่มามุงดูตกตะลึง ซูฉินหรงจากที่กำลังรู้สึกเหนือกว่ารีบเดินไปดูบ้าง และนางก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นเช่นกัน“นี่คุณหนูสี่สกุลฉีวาดภาพได้งดงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ” เสียงบัณฑิตชายผู้หนึ่งกล่าวดังขึ้นมา มือเล็กยังคงตวัดปลายพู่กันไปมา ภาพวาดลานวัดที่มีต้นไม้ใหญ่และบุปผานานาพันธุ์รวมไปถึงบรรดาสหายที่กำลังนั่งวาดภาพอยู่เบื้องหน้า ฉีอันหนิงก็ใส่รายละเอียดลงไปมิได้ขาด“สมกับคำร่ำลือเสียจริง” บัณฑิตหนุ่มอีกคนกล่าวชื่นชมออกมา เรื่องที่พวกเขาได้ยินมานั้นไม่ผิดเสียจริง คุณกหนูสี่สกุลฉีนั้นเป็นสตรีที่มากความสามารถ นางโดดเด่นในเด็กวัยเดียวกัน บางทีความสามารถที่นางมีอาจจะมากกว่าบุรุษบางคนเสียอีกซูฉินหรงได้ยินเหล่าบัณฑิตชายกล่าวชื่นชมฉีอันหนิงมิขาดปากก็อดที่จะอิจฉาริษยาไม่ได้ แต่ความจริงที่นางต้องยอมรับคือนางไม่มีพรสวรรค์ในด้านการวาดภาพเอาเสียเลย เด็กสาวเยื้องย่างไปดูภาพวาดของสหายสนิทบ้าง ปี้เอ้อร์หลิงแม้จะวาดภาพได้งดงามแต่ก็ให้อารมณ์เรียบง่าย ต่างจากภาพวาดของฉีอันหนิงที่ดูมีชีวิตมากกว่า เสียงปรบมือดังไปทั่วทั้งบริเวณ ฉีอันหนิงได้รับคำชื่นชมมากมาย แต่ทว่านางก็มิได้ทนงตน นางยิ้มแย้มและกล่าวคำถ่อมตน“พวกท่านอาจารย์กับเหล่าสหายทั้งหลายก็กล่าวชมข้าเกินไปแล้ว ข้าเพียงชื่นชอบในการวาดภาพเท่านั้น”“นี่มันเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก คุณหนูมาจากสกุลใดกันหรือ” โจวฉางเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ตั้งแต่เขาสอนบรรดาศิษย์จากสำนักศึกษาอื่นที่มาเยือน เขายังมิเคยได้พบผู้ใดวาดภาพได้งดงามและดูมีชีวิตเช่นนี้มาก่อน“นางเป็นคุณหนูสี่ของสกุลฉี บุตรีท่านเจ้าเมืองตงหลางน่ะขอรับ” ท่านอาจารย์สวีเป็นผู้ตอบออกมา เขามองลูกศิษย์ตัวน้อยอย่างชื่นชม“โอ้…. ข้าได้ยินเรื่องคุณหนูมามากเลยขอรับ ยินดียิ่งนักที่ได้พบกับผู้มากความสามารถของเมืองตงหลางในวันนี้” โจวฉางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี“ท่านอาจารย์โจวก็ชื่นชมผู้น้อยเกินไป ผู้น้อยมิได้เก่งกาจเช่นดังคำร่ำลือหรอกเจ้าค่ะ” ฉีอันหนิงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมถ่อมตน
สนุก
24/07
0ยอดเยี่ยม เนื้อเรื่องดีมาก อ่านเพลินสุดๆ
15/07
0สนุกมากเลยค่ะ ชอบมาก
01/07
0ดูทั้งหมด