logo text

บทที่ 8 ความเปลี่ยนแปลง

ทิชาถามว่าแน่ใจหรือเปล่าที่จะเป็นเพื่อนกับเธอ ผมพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด ก็ไม่รู้ทำไมถึงถามประโยคนั้นออกไป แต่รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ บางที ถ้าเราเป็นเพื่อนกัน บรรยากาศอึดอัดระหว่างกันมันจะได้ลดลงบ้าง
“แน่ใจนะ...ที่ถูกแกล้งไปยังไม่เข็ด?”
เรามองตากัน แววตาดื้อ ๆ ซน ๆ ไม่ได้ดูเงียบเรียบร้อยนั่นทำให้ผมเปิดยิ้มกว้าง “แน่ใจสิ”
“ก็แล้วแต่...เป็นเพื่อนก็ได้” คนพูดตอบมาเหมือนเสียไม่ได้แต่มุมปากกดลึก
แต่ทำไมไม่รู้ ผมรู้สึกว่าท่าทางกวน ๆ ของเธอดูน่ารักดี
หลังจากสงบศึก ระหว่างอาหารเย็นมื้อนั้นเราจึงสามารถคุยกันได้หลายเรื่อง คุยกันอย่างจริงใจและเป็นกันเองมากขึ้น ไม่ต้องมาตั้งป้อมหาเรื่องกันเหมือนก่อนหน้านี้
ทิชาเป็นคู่สนทนาที่ไม่แย่นัก…คุยสนุก ไม่ไร้สาระ แต่ก็ไม่มีสาระจนเกินไป
เรื่องที่สนุกที่สุดในการคุยกันของเราก็คือ การนินทาคุณนายกาญจนาและคุณญาดา แม่ของพวกเรานั่นเอง
เราหัวเราะด้วยกันบ่อยครั้ง เห็นไม่ตรงกันหลายเรื่อง มุมที่แตกต่างถูกยกออกมาถกเถียง ท้าทาย และทำให้บทสนทนามีรสชาติ
หลังจากไปส่งเธอที่บ้านพัก ผมก็กลับไปนอนที่ห้องพักชั่วคราวซึ่งอยู่ด้านหลังที่ทำการอุทยาน ให้เหตุผลกับทิชาว่ามีงานค้างต้องสะสางแล้วจะค้างคืนที่ที่ทำการอุทยานไปเลย แต่จริง ๆ แล้วผมไม่อยากให้การที่เราค้างบ้านหลังเดียวกัน กลายเป็นเรื่องในวงนินทาของคนแถวนี้
วันรุ่งขึ้น ผมตัดสินใจแวะไปหาทิชาแต่เช้า พอรู้สึกได้ถึงความเป็นเพื่อนที่เจอสถานการณ์ที่พ่อแม่บังคับเหมือนกัน ผมก็รู้สึกสบายใจที่จะดูแลเธอมากขึ้น อีกอย่างวันนี้ผมก็ว่างไม่มีธุระสำคัญอะไรต้องทำด่วนในตอนเช้าด้วย
ที่นั่นแขกของผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ระเบียงบ้าน มีเสื้อคลุมของผมคลุมไหล่อยู่ เธอเงยหน้าขึ้นมาขมวดคิ้วนิด ๆ เมื่อเห็นรถของผม
“ลืมของหรือคะ”
“ผมแวะมาดูคุณน่ะว่าเป็นไงบ้าง วันนี้ผมว่าง ว่าจะพาคุณนั่งรถไปเที่ยวรอบ ๆ ภู แก้เบื่อที่ต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในบ้านพักนี่มาหลายวันแล้ว อ้อ ผมซื้อกาแฟมาฝาก เป็นกาแฟพื้นเมืองแถวนี้” ผมวางแก้วกาแฟเย็นแก้วหนึ่งให้เธอ ในขณะที่ตัวเองมีอีกแก้วของตัวเอง “กินอะไรหรือยัง”
“กินแล้วค่ะ แม่บ้านเอากับข้าวมาให้แต่เช้า แต่ยังไม่ได้กินกาแฟ ฉันมีบิสกิตติดมา เอามากินกับกาแฟน่าจะอร่อย” คนพูดทำท่าจะลุก แต่ผมห้ามไว้
“อยู่ไหน หยิบให้”
มือบางชี้เข้าไปในห้องนอน “กระเป๋าเล็ก ๆ สีฟ้าค่ะ”
ผมเดินเข้าห้องไปหยิบขนมกินเล่น ก่อนออกมานั่งชมวิวที่ระเบียงบ้าน และกินกาแฟเป็นเพื่อนเธอ
บทสนทนาง่าย ๆ สบาย ๆ ยามเช้าของเราเริ่มต้นขึ้น มันให้ความรู้สึกอุ่น ๆ ในความรู้สึกคล้าย ๆ กับเมื่อวันก่อนตอนเรากินมื้อเย็นด้วยกัน
หลายครั้งที่คำพูดกวนกันไปมาของเราทำให้ทิชาอมยิ้ม เธอยิ้มทั้งปากทั้งตา บอกได้เลยครับว่าเป็นรอยยิ้มที่สดใสมาก มันทำให้ผมแอบอึ้ง...เพราะหญิงสาวเป็นคนที่ยิ้มแล้วน่ารักโคตร ๆ
“มากินกาแฟเป็นเพื่อนเพราะกลัวฉันบ่นเรื่องเบื่อ อยากกลับบ้าน แล้วเข้าหูแม่คุณอีกล่ะสิ”
ผมพยักหน้า “คุณนายกาญจนาธรรมดาเสียที่ไหน หูตาเป็นสับปะรด” อ้างแม่ไปเลย สบายใจดี ผมคิด “ดื่มกาแฟเสร็จเรานั่งรถไปเที่ยวแถวนี้กัน คุณจะได้หายเบื่อ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เกรงใจ ฉันไม่ได้อยากไปเที่ยวไหน ที่มานี่ก็ตั้งใจมานั่ง ๆ นอน ๆ เฉย ๆ อยู่แล้ว คุณจะไปทำอะไรก็ตามสบายเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน”
“นั่งมาหลายวันแล้ว ไม่เบื่อเหรอ ไปเถอะ ไปเที่ยวใกล้ ๆ นี่เอง อยู่ในรถไม่ต้องเดินก็ได้”
พอเธอไม่อยากไป ผมก็อยากให้เธอไปซะงั้น ก็…คนมันตั้งใจแล้วนี่
“ไม่เบื่อค่ะ” คนพูดถอนหายใจ “ที่สำคัญเจอเรื่องที่แอบได้ยินเมื่อเช้าแล้ว ฉันคิดว่าไม่ไปไหนกับคุณดีกว่าพักนี้ สยอง..”
“อะไรกัน เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ ไปได้ยินอะไรมา”
ทิชานิ่งไปนิด ก่อนจะเล่าสั้น ๆ  “ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่ามาไล่จับคุณ ไม่อยากได้ยินใครมานินทาฉันลับหลังอีกน่ะสิคะ”
“นินทา?”
ทิชาพยักหน้า “เมื่อเช้าฉันแอบได้ยินลูกจ้างที่มาทำความสะอาดบ้านคุยกับคนดูแลสวนดอกไม้ เรื่องของเรา เธอพูดอะไรคล้าย ๆ กับว่าฉันมาแย่งคุณจากคุณนุ่นอะไรนั่น...เธอเป็นแฟนคุณเหรอ?”
ผมถอนหายใจ ยักไหล่ มิน่าเล่าชวนไปไหนถึงไม่ไป
“แย่จัง…ถ้ารู้ว่ามาที่นี่แล้วทำให้คุณเดือดร้อน และฉันก็เดือดร้อนแบบนี้ คงไม่มาหรอก” เธอบ่นเสียงเบา วางหนังสือลงบนโต๊ะ “แบบนี้จะคุณทะเลาะกับแฟนไหม ทำยังไงฉันถึงจะกลับบ้านได้เร็ว ๆ นะ”
ท่าทางเธอคิดจริงจังว่านุ่นเป็นแฟนกับผม...ตาย ตาย ถ้าข่าวถึงหูคุณนายกาญจนา คุณนายต้องบุกมาถึงที่นี่แน่ ๆ
“บอกว่ายังกลับไม่ได้ คุณยังไม่หายดี จะกลับได้ยังไงล่ะ”
“ก็ฉันไม่ชอบเรื่องแบบนี้นี่” เธอหน้าง้ำ “ไม่ชอบเป็นมือที่สาม ถึงแม้มันจะไม่จริง ไม่ชอบถูกนินทาเลย ไม่รู้ว่าฉันถูกเอาไปนินทากันทั้งภูแล้วหรือเปล่า คุณยิ่งเนื้อหอมอยู่ด้วย”
ผมหัวเราะ เธอหันมาค้อนให้อย่างไม่จริงจังนัก
“นุ่นไม่ใช่แฟนผม แล้วก็รู้หรือเปล่าที่พวกเขานินทาคุณน่ะ เพราะว่าอิจฉาต่างหาก สาว ๆ แถวนี้น่ะอยากเป็นเมียผมทั้งนั้น...นุ่นก็คงเป็นหนึ่งในนั้น แต่ภาษีดีหน่อยที่เป็นลูกคนดังในอำเภอ” ผมอวด
หญิงสาวตรงหน้าผมทำตาโต กลั้นหัวเราะ “อิจฉา!...ให้ตายเถอะ คุณนี่หลงตัวเองชะมัด”
ผมยักไหล่ “ก็มันจริงนี่นา ไปเที่ยวกันเถอะน่า ไหน ๆ ก็โดนนินทาแล้ว จะมานั่งเฉย ๆ อยู่ทำไม ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานอย่างผมน่ะไม่ได้มีคิวว่างอย่างนี้ทุกวันนะ”
“แต่…”
“จะมาสนใจอะไรนักกับคำนินทา คุณกลับไป พวกเขาก็จะลืมคุณในสามวัน ผมสิต้องอยู่ที่นี่ตลอด ไม่ใช่คุณสักหน่อย”
ทิชานิ่งไปหลายวินาที
“นะ…ไปเที่ยวกัน”
เธอถอนหายใจก่อนจะยิ้มออก “ค่ะ...พ่อคนเนื้อหอม ก็ได้ค่ะ แต่ขอเวลาล้างหน้าล้างตาเดี๋ยวเดียวนะคะ”
ระหว่างที่รอเธอล้างหน้า ผมเปิดหนังสือที่เธอเอามานั่งอ่าน มันเป็นตำราไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ยากจะเข้าใจสำหรับคนที่ไม่สนใจเรียนสักเท่าไหร่อย่างผม ไม่รู้ว่าเธออ่านหนังสือพวกนี้เข้าไปได้ไง ไม่เห็นจะน่าสนุกสักนิด
เรื่องภาษาอังกฤษนี่ ให้พูดพอจะได้ เพราะช่วงที่มาทำงานที่นี่ใหม่ ๆ มีจิตอาสาเป็นชาวออสเตรเลียมาพักอยู่ด้วยเป็นปี เขาขลุกอยู่กับผมจนผมพูดภาษาอังกฤษคล่อง สามารถเอาไว้ใช้รับแขกต่างชาติได้สบาย ๆ ส่วนเขาก็พูดทั้งภาษาไทย กับกะเหรี่ยงได้หลายคำ
ทิชายังไม่ทันออกมาจากห้อง ก็มีรถขับมาจอดหน้าบ้านพัก ผมเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ เจ้าตุ๋ยพาผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นบ้านมา ดูแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนแถวนี้ การแต่งตัวของเขาดูดีเกินไป หน้าตาและผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านจนเกินไป
หน้าตาดี ท่าทางดี แบบที่คุณปรัช น้องชายหัวหน้าอุทยานเป็น
“หัวหน้าครับ คุณคนนี้มาหาคุณนกครับ”
ผมมองเลยไปยังคนข้างหลังเจ้าตุ๋ย ผู้ชายตัวสูง ขาว ดูดีมีมาด มองผ่าน ๆ ราวกับเป็นพระเอกในซีรีส์เกาหลี เขายิ้มให้ผมนิดหนึ่ง ผมผงกหัวให้ ทำไมก็ไม่รู้ ผมรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าหมอนี่ขึ้นมาตงิด ๆ อาจจะเป็นเพราะมาดและกลิ่นอายชาวกรุงที่มากเกินเหตุของเขาก็ได้

หนังสือแสดงความคิดเห็น (177)

  • avatar
    Phornpipat Punya

    เริด

    22d

      0
  • avatar
    Sirawut Khempan

    สนุก

    22/06

      0
  • avatar
    เบส อิทธิพัทธ์

    เรื่องนี้ดีจริงๆ

    21/06

      0
  • ดูทั้งหมด

บทที่เกี่ยวข้อง

บทล่าสุด