“หากเจ้ายังไม่อยากแต่ง ข้าจะคุยกับท่านพ่อและท่านแม่ ว่าให้รับเจ้าไปอยู่ที่จวนก่อน อย่างไรเสียข้าก็ไม่อยากให้เจ้าต้องรอนแรมเพียงลำพัง” ไป่เซียนนิ่งเงียบพลางทบทวนก่อนที่เสียงเปิดประตูจะดังขึ้น พบว่ามารดาของชางอินเดินยิ้มเข้ามา“เรากลับกันเถอะ” น้ำเสียงหวานกล่าวขึ้น ก่อนจะเดินมาหาไป่เซียนพร้อมทอดสายตามองนางด้วยความเมตตา“หน้าเจ้าแดงช้ำหมดแล้ว กลับไปที่จวนข้าก่อน แล้วเรื่องแต่งงานค่อยว่ากันใหม่ ท่านหลิวฟู่ชุนอนุญาตให้ข้าพาเจ้าออกไปได้ในวันนี้ นั่นอาจเป็นเพราะหลิวฟู่ชุนไม่ต้องการให้เจ้าอยู่ที่จวนของเขาอีกต่อไป ต้องขอโทษด้วยที่ข้าพูดตรง ๆ” ไป่เซียนเงยหน้ามองหญิงกลางคนอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนที่รอยยิ้มของจ้าวปินจะทำให้นางรู้สึกคลายกังวลมากขึ้น“เจ้าค่ะ” เสียงรับปากของไป่เซียนทำให้ชางอินยิ้มกว้าง พลันรีบหันไปช่วยไป่เซียนเก็บข้าวของทันที จ้าวปินยืนมองทั้งสองด้วยความเมตตา นางรู้สึกถูกชะตากับไป่เซียนอย่างหาเหตุผลไม่เจอ ไม่นานนักทั้งหมดก็พากันเดินทางกลับจวนของตระกูลจ้าวทันที“ไป่เซียน มาหาข้าตรงนี้” จ้าวปินเรียกหญิงสาวเข้ามาหา หลังจากเดินทางมาได้สักระยะ ไป่เซียนหันมองไปยังชางอินครั้งหนึ่ง ก่อนเขาพยักหน้าอนุญาต นางจึงหันกลับมายังหญิงกลางคนแล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าไปหาด้วยกิริยาอ่อนน้อม“ข้าจะทายาให้ ขืนปล่อยให้ถึงจวน หน้าเจ้าก็ช้ำหมดพอดี” ว่าแล้วจ้าวปินก็หยิบยาขึ้นมาแต้มบาง ๆ จนทั่ว อยู่ ๆ น้ำตาของไป่เซียนก็เอ่อขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล“เจ้าร้องไห้ทำไม” จ้าวปินขมวดคิ้ว ก่อนจะชะงักพลันเอามือลงช้า ๆ แล้วมองหน้าหญิงสาวอย่างนึกสงสัย“ข้าคิดถึงแม่ ครั้งสุดท้ายที่ท่านแม่ทายาให้ ข้ามีอายุได้ราวห้าขวบเท่านั้น แต่ข้าก็จำความรู้สึกอบอุ่นนั้นอย่างขึ้นใจ ที่ข้าร้องไห้อาจเป็นเพราะอยู่ ๆ ความรู้สึกในตอนนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง” ก่อนรอยยิ้มของจ้าวปินจะปล่อยออกมาอย่างอ่อนโยน พลางยกมือเช็ดน้ำตาให้ไป่เซียน“หยุดร้องไห้เถิด เดี๋ยวยาที่ข้าทาไว้จะลอกหมด”“เจ้าค่ะ” ไป่เซียนก้มหน้าลง พลางยกมือขึ้นปาดน้ำตา ยอมเชื่อฟังหญิงกลางคนอย่างว่าง่าย ในขณะที่ชวี่อินเหลือบตามองนางอย่างไม่พอใจนัก“มารยา” เขาพูดออกมาอย่างบางเบาพอให้ชางอินได้ยิน“มีเพียงท่านเท่านั้น ที่ดูไม่ออกว่าใครมารยา” เมื่อชางอินแซะพี่ชายจบ จึงเบี่ยงตัวออกมายังมารดา ปล่อยให้อีกฝ่ายกำมือแน่น แล้วนึกพลานโกรธไป่เซียนมากขึ้นไปอีกหญิงสาวแอบมองจ้าวปินเป็นระยะ เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก แม้จ้าวปินจะเป็นคนอื่นที่นางพึ่งรู้จักแต่ก็รับรู้ได้ถึงความเมตตาที่หญิงกลางคนมอบให้“ไป่เซียน ตอนนี้เจ้าเป็นอิสระแล้วนะ ข้ากับเจ้าจะได้เจอกันทุกวันข้าดีใจที่สุดเลย” ชางอินแอบกระซิบ เขาดีใจเป็นอย่างมาก ที่จะได้ใกล้ชิดกับไป่เซียนในทุกวัน ไม่ต้องทนคิดถึงนางเหมือนก่อนอีกต่อไปเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนที่ชวี่อินนอนไม่หลับ เขายังคงหยิบปิ่นปักผมของเฉิงหนิงขึ้นมาแล้วทอดสายตามอง ภาพรอยยิ้มและแววตาของนางทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดด้วยอย่างมาก ภายใต้แสงตะเกียงไฟสีส้ม ยังพอเห็นน้ำตาของเขาไหลเป็นทางพลันกัดฟันแน่นด้วยความคับแค้นใจ“ข้าจะทำให้นางเหมือนตกนรกทั้งเป็น” ชวี่อินสัญญากับตัวเองเช่นนั้น ก่อนจะเดินไปยังเตียงนอนไม้พลางเอนกายลง ยังคงทอดสายตามองปิ่นนั้นด้วยความเจ็บปวดจนเผลอหลับไปไป่เซียนนั่งเหม่อลอยคิดถึงเรื่องราว ๆ ต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิต ยามนี้นางอาศัยบารมีตระกูลจ้าวเป็นที่ซุกหัวนอน แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของชวี่อินที่ว่าจะแต่งงานกับนางแทนเฉิงหนิงนั้น ก็ยิ่งทำให้ไป่เซียนหวั่นใจเข้าไปอีก นางถอนหายใจพลางลุกขึ้นเดินไปมาอยู่ในห้องเพียงลำพัง ก่อนเสียงเปิดประตูจะทำให้หญิงสาวหันกลับไป พบเป็นหญิงกลางคนเดินถือน้ำชาเข้ามาให้“ข้าเห็นไฟห้องเจ้ายังสว่างอยู่ จึงรู้ว่าคงยังไม่นอน เลยเอาชามาให้ เจ้าลองชิมดูสิ ชานี้เป็นยอดยาอย่างดี ชนิดเดียวกับราชสำนักใช้กัน” สิ้นเสียงของจ้าวปิน ไป่เซียนจึงเดินเข้ามารับชาแล้วยกดื่ม“เป็นอย่างไร รสดีฤาไม่”“ดีเจ้าค่ะ” ไป่เซียนพยักหน้า ก่อนรอยยิ้มของจ้าวปินจะคลี่ออก“หน้าเจ้าหายแดงแล้ว อีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ เหตุใดจึงมองหน้าข้าเช่นนั้น” จ้าวปินสังเกตเห็นแววตาของนางจึงเอ่ยถาม“ท่านเป็นคนที่สองที่ทำดีต่อข้า” ไป่เซียนพูดไม่เต็มปากนัก“แล้วคนแรกที่ทำดีต่อเจ้าเป็นใคร”“คุณชายชางอินเจ้าค่ะ”“ชางอินน่ะเหรอ ชางอินเป็นคนร่าเริงเข้ากับทุกคนได้ง่าย เขาเป็นคนจิตใจดี แตกต่างจากชวี่อิน” เมื่อกล่าวถึงเขา ไป่เซียนหันมาตั้งใจฟังเพื่อเก็บรายละเอียด“ชวี่อินเป็นคนแข็ง ไม่ค่อยแสดงออกทางความคิดเท่าใดนัก มักเก็บสิ่งที่คิดไว้กับตัวเสมอ ยากที่ใครจะคาดเดา สองพี่น้องมีนิสัยแตกต่างกันมากจนข้าเองก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน จริงสิ!เจ้าอยู่ที่นี่หากมีสิ่งใดทำให้อึดอัดใจ ขอให้บอก คิดเสียว่าที่นี่คือครอบครัวของเจ้า” ไป่เซียนได้ยินดังนั้น ยิ่งทำให้นางรับรู้ถึงความเมตตาของจ้าวปินยิ่งขึ้นไปอีก สายตาไหวระริกมองตรงไปยังหญิงกลางคนด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนร่างของอีกฝ่ายจะเดินกลับออกไป เหลือคงไว้หญิงสาวเพียงลำพังเช้าวันต่อมาในยามที่พระอาทิตย์ทอแสงใกล้โผล่พ้นขอบฟ้า ไป่เซียนลุกจากเตียง แล้วมุ่งตรงไปยังครัวของตระกูลจ้าว วันนี้นางตั้งใจจะทำขนม ท้อเซียน ให้กับจ้าวปินและจ้าวเฉินเหยา เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ให้นางได้อาศัยบารมีเพื่อพักพิงหญิงสาวในชุดสีขาวมุ่งตรงไปพร้อมกับสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ก่อนจะหยุดเดิน เมื่อหันไปเห็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่กำลังออกดอกเป็นสีแดง“ต้นเหมยกุ้ย เหตุใดจึงขึ้นอยู่เพียงต้นเดียว” ว่าแล้วไป่เซียนจึงกวาดสายตามองหาน้ำมารด นางหวังว่าจะสามารถนำต้นเหมยกุ้ยนี้ มาทำเป็นขนมบำรุงร่างกายให้กับจ้าวปินและจ้าวเฉินเหยาได้ในอนาคต หลังจากรดน้ำเสร็จแล้ว และแสงจากขอบฟ้าเริ่มสว่างมากขึ้น นางจึงหันกลับไปยังครัว ก่อนร่างจะกระแทกเข้ากับใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ดีมากๆ
01/12
0ดีเยี่ยม
23/11
0สนุก
20/09/2025
0ดูทั้งหมด